ทอร์นาโดที่มีอานุภาพทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94

 

Tri-State Tornado ปี 1925

พายุทอร์นาโดขนาดใหญ่ รุนแรงและน่าสะพรึงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ และของโลก กินพื้นที่กว่า 200 ไมล์ใน 3 รัฐ จากมิสซูรีไปยังอิลลินอยส์ และอินเดียนา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1925 เริ่มต้นจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐมิสซูรีผ่านทางตอนใต้ของรัฐอิลลินอยส์แล้วเข้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของมลรัฐอินเดียนา แม้จะไม่ได้รับการจัดอันดับอย่างเป็นทางการแต่มันเป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ที่จัดให้มันเป็นพายุทอร์นาโดความรุนแรงระดับตามมาตรวัดฟูจิตะ

เมืองนัตเชซ์ มิสซิสซิปปี ปี 1840

พายุทอร์นาโดที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ เกิดขึ้นประมาณ 20 ปีก่อนเกิดสงครามกลางเมือง คาดว่าพายุทอร์นาโดลูกนี้จะรุนแรงถึงระดับ F5 สูงที่สุดตามมาตรวัดฟูจิตะ (Fujita scale) ความเร็วลมประมาณ 419-512 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 317 ราย โดยรายงานระบุว่าในจำนวนนี้ 269 ราย เสียชีวิตเพราะเรือจมลงไปในแม่น้ำมิสซิสซิปปี

เซนต์หลุยส์ มิสซูรี ปี 1896

มิสซูรีนับเป็นรัฐหนึ่งที่เสียหายจากพายุทอร์นาโดบ่อยครั้ง โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1896 เมืองเซนต์หลุยส์ถูกพายุทอร์นาโดที่น่าสะพรึงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐพัดถล่ม เป็นทอร์นาโดที่รุนแรงระดับ F4 (ความเร็วลมประมาณ 333-418 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ตามมาตรวัดฟูจิตะ (Fujita scale) อาคารบ้านเรือนกว่า 8,800 หลังพังเสียหายยับเยิน มีผู้เสียชีวิตถึง 255 คน

เมืองโจพลิน มิสซูรี ปี 2011

เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา พายุทอร์นาโดความเร็วลมขนาดกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง พัดผ่านเมืองโจพลินในวันที่ 22 พฤษภาคม 2011 เพียงแค่ระยะทาง 6 ไมล์ ที่พายุทอร์นาโดลูกนี้พัดผ่านก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 158 คน นับเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงที่สุดจากพายุทอร์นาโดลูกเดียว นับตั้งแต่ปี 1947 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ยังมีผู้คนกว่า 17,000 คน บ้านของเขาได้รับผลกระทบมากกว่า 7,500 หลัง พังเสียหาย รถยนต์กว่า 15,000 คันที่ถูกพายุพัดปลิวขึ้นบนท้องฟ้าตกห่างจากจุดเดิมไปหลายช่วงตึก นับเป็นพายุทอร์นาโดครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐซึ่งมูลค่าความเสียหายกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

พายุทอร์นาโดพัดถล่มบ้านเรือนประชาชนกินอาณาเขตกว่าครึ่งไมล์ในชุมชนทางเหนือของเมืองฟลินท์ ในวันที่ 8 มิถุนายน 1953 คร่าชีวิตผู้คนไป 116 คน รับบาดเจ็บ 844 และบ้านเรือนพังเสียหาย 340 หลัง

ประเทศที่ได้รับความเสียหายจากพายุทอร์นาโด

%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5

ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายจากพายุทอร์นาโดมากที่สุด โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น ในปีหนึ่งๆ จะเกิดพายุทอร์นาโด โดยเฉลี่ยแล้วจะเกิดถึง 770 ครั้ง และมักจะเกิดในบริเวณที่ราบเท็กซัส แพนแฮนเดิล เฉียงขึ้นไปทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐโอกลาโฮมา แคนซัส มิสซูรี เนบราสกา ทางตอนใต้ของรัฐอิลลินอยส์ และสิ้นสุดทางตอนเหนือของรัฐไอโอว่า บริเวณดังกล่าวจะเกิดพายุหมุนทอร์นาโด ขึ้นประจำในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน จนได้ชื่อว่าเป็นช่องทางทอร์นาโด

นักอุตุนิยมวิทยาในสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสนใจในการศึกษารวบรวมข้อมูล เพื่อให้สามารถระบุการเกิดพายุทอร์นาโดได้อย่างแน่นอนชัดเจน แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ใดบอกได้อย่างชัดเจน นอกจากอาศัยการคาดการณ์เท่านั้น นักอุตุนิยมวิยาได้ให้ข้อสังเกตว่าเกือบทุกครั้งที่จะมีพายุทอร์นาโดเกิดขึ้น มักจะมีพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ติดตามด้วย ลูกเห็บก้อนโตๆ ตกลงมา อย่างไรก็ตามการมีลูกเห็บตกในขณะเกิดพายุ ฟ้าคะนองนั้น ก็ไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนว่าจะต้องเกิดพายุทอร์นาโดเสมอไป แต่ที่แน่นอนก็คือเมื่อใดที่เกิดมีพายุฟ้าคะนอง และมีลูกเห็บตกลงมาด้วย นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าพายุที่เกิดขึ้นนั้นเป็นพายุที่มีความรุนแรง

พายุทอร์นาโดเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นเพียง 15 – 20 นาที ส่วนวิธีป้องกันและเตรียมความพร้อมรับมือกับพายุทอร์นาโดก็คือ

  1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาสม่ำเสมอ
  2. สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้ายแก่กรมอุตุนิยมวิทยา
  3. บำรุง ซ่อมแซม อาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลทางการเกษตร
  4. เตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่
  5. ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนและเตรียมความพร้อมอพยพหากจำเป็นหรือได้รับการแจ้งเตือนให้อพยพ

ลักษณะของการเกิดแผ่นดินไหว

image020

“แผ่นดินไหว” เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อระบายความเครียดที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลันเพื่อปรับสมดุลย์ของเปลือกโลกให้คงที่ สาเหตุ ของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นจัดแบ่งได้ 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่ง เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การทดลองระเบิดปรมาณู การกักเก็บน้ำในเขื่อนและแรงระเบิดของการทำเหมืองแร่ เป็นต้น ชนิดที่สองเป็นแผ่นดินไหวจากธรรมชาติ ซึ่งมีทฤษฎีกลไกการเกิดแผ่นดินไหวอันเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน 2 ทฤษฎี คือ

ทฤษฎีที่ว่าด้วยการขยายตัวของเปลือกโลก (Dilation source theory) อันเชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากการที่เปลือกโลกเกิดการคดโค้งโก่งงออย่างฉับพลัน และเมื่อวัตถุขาดออกจากกันจึงปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปคลื่นแผ่นดินไหว
ทฤษฎีที่ว่าด้วยการคืนตัวของวัตถุ (Elastic rebound theory) เชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากการสั่นสะเทือนอันเป็นเหตุผลมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน (Fault) ดังนั้นเมื่อเกิดการเคลื่อนที่ถึงจุดหนึ่งวัตถุจึงขาดออกจากกัน และเสียรูปอย่างมากพร้อมกับการปลดปล่อยพลังงานออกมา และหลังจากนั้นวัตถุก็คืนตัวกลับสู่รูปเดิม ทฤษฎีนี้สนับสนุนแนวความคิดที่เชื่อว่า แผ่นดินไหวมีกลไกการกำเนิดเกี่ยวข้องโดยตรง และใกล้ชิดกับแนวรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ที่เกิดขึ้นจากผลพวงของการแปรสัณฐานของเปลือกโลก (Plate tectonics) เปลือกโลกของเราประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลก จำนวนประมาณ 12 แผ่นใหญ่ ทั้งที่เป็นแผ่นมหาสมุทรและแผ่นทวีป ซึ่งมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาต่อให้บางแผ่นมีการเคลื่อนแยกออกจากกัน บางแผ่นเคลื่อนเข้าหาและมุดซ้อนเกยกัน และบางแผ่นเคลื่อนเฉียดกัน อันเป็นบ่อเกิดของแรงเครียดที่สะสมไว้ภายในเปลือกโลกนั้นเอง

สาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวจากธรรมชาติ
แผ่นดินไหวจากธรรมชาติเป็นธรณีพิบัติภัยชนิดหนึ่ง ส่วนมากเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อระบายความเครียด ที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลันเพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ โดยปกติเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อน ภายในชั้นเปลือกโลกที่อยู่ด้านนอกสุดของโครงสร้างของโลก มีการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ อยู่เสมอ (ดู การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก) แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อความเค้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงมีมากเกินไป ภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยในบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลก ที่ที่แบ่งชั้นเปลือกโลกออกเป็นธรณีภาค (lithosphere) เรียกแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลกนี้ว่า แผ่นดินไหวระหว่างแผ่น (interplate earthquake) ซึ่งเกิดได้บ่อยและรุนแรงกว่า แผ่นดินไหวภายในแผ่น (intraplate earthquake)
แผ่นดินไหวจากการกระทำของมนุษย์

มีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การระเบิด การทำเหมือง สร้างอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนใกล้รอยเลื่อน การทำงานของเครื่องจักรกล การจราจร เป็นต้น

แผ่นดินไหว (earthquakes)

แผ่นดินไหวคืออะไร
แผ่นดินไหวคืออาการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน ความรุนแรงของการสั่นสะเทือนนี้มีตั้งแต่ที่ มนุษย์ไม่รู้สึกจนถึงขั้นที่เกิดความเสียหายพังทลายของสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น อาคาร บ้านเรือน ถนนหนทาง เขื่อน เป็นต้น

สาเหตุของแผ่นดินไหว
สาเหตุของแผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก (earth crust) เนื่องจาก เปลือกโลกมีลักษณะเป็นแผ่น ๆ(plates) เรียงประกอบกันอยู่ เสมือน jigsaw puzzle ประกอบกับภายในโลกมีความร้อนสูงมากก่อให้เกิดกระแสหมุนเวียน (convection) ของแมนเทิล (mantle) การเคลื่อนไหวของเปลือกโลกมี 3 ลักษณะ

1.ชนกัน (convergent plates)
2.แยกหรือปริออกจากกัน (divergent plates)
3.เคลื่อนที่ในลักษณะเสียดสีกัน (transform plates)

เมื่อเปลือกโลกเกิดการเคลื่อนไหวไม่ว่าลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือผสมกันจะก่อให้เกิดรอย แตกของเปลือกโลกหรือหิน (fault) และการระเบิดของภูเขาไฟซึ่งจะก่อให้เกิดการสะสมของพลังงานจลน์ (kinetic energy) ในเปลือกโลกบริเวณนั้นและพลังงานนี้จะถูกปลดปล่อยและแปรรูปเป็นพลังงานความร้อนจนกระทั่งหมดและกลับสู่สภาวะสมดุลย์ แต่ในช่วงที่เกิดการสะสมของพลังงานจะเกิดแรงทางธรณีวิทยาแปรสัณฐาน (tectonic force) และก่อให้เกิดคลื่นแผ่นดินไหว(seismic waves) แพร่ออกไปทุกทิศทุกทางจากจุดแรกที่เกิดการสะสมพลังงานและพลังงานถูกปลดปล่อยออกไป (earthquake focus)

คลื่นแผ่นดินไหวที่แพร่ออกมานี้เองก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนและการทำลายเนื่องจาก คลื่นแผ่นดินไหวมีลักษณะการเคลื่อนที่ที่ซับซ้อนหลายระนาบทำให้เปลือกโลกที่คลื่นแผ่นดินไหวเคลื่อนที่ ผ่านเกิดอาการสั่นสะเทือนบิดเบี้ยวหรือพังทลายซึ่งความเสียหายดังกล่าวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาว่าจะมีขนาดมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆที่อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุที่สำคัญและมี โอกาสเกิดน้อยมาก เช่น อุกาบาตตก การทดลองระเบิดนิวเคลียร์หรือการระเบิดอื่นๆ เป็นต้น

 

5 วิธี ในการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว

know16

ภัยแผ่นดินไหว ไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ และไม่สามารถแจ้งเตือนภัยได้ทันที หากเราได้ทราบถึงความอันตรายของแผ่นดินไหวแล้ว เราควรมีการวางแผน และเตรียมพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเราจากแผ่นดินไหว นอกจากนี้ การปรับปรุงที่พักอาศัยของท่าน ก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่น การยึดชั้นวางอย่างแน่นหนา ให้มั่นคงแข็งแรง รวมไปถึงไฟบนเพดาน ให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง ไม่ร่วงหล่นมาง่าย สิ่งเหล่านี้เป็นการลดผลกระทบความอันตรายที่เกิดจากแผ่นดินไหว

  1. ตรวจสอบความปลอดภัยในที่พักอาศัย

–  ยึดชั้นวางสิ่งของกับผนังให้แน่นหนา และปลอดภัย

–  วางสิ่งของที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมากไว้ชั้นล่างหรือบนพื้น

–  วัสดุที่แตกง่าย เช่น แก้ว กระเบื้อง เซรามิก ควรเก็บไว้ในระดับต่ำ หรือในลิ้นชักที่ปิดสนิท และล็อกอย่างแน่นหนา

–  สิ่งของที่มีน้ำหนักมาก เช่น กรอบรูป และกระจก ควรไว้ให้ห่างจากเตียงนอน และเก้าอี้พักพิง

–  ตรวจสอบ และยึดไฟเพดานให้แข็งแรง

–  ตรวจสอบและซ่อมสายไฟที่ชำรุด เนื่องจากอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ขณะเกิดแผ่นดินไหว

–  ตรวจสอบและซ่อมรอยแตกของผนัง และเพดานให้แข็งแรง โดยขอคำแนะนำจากวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง

–  ควรเก็บสารเคมีอันตราย เช่น ยาฆ่าแมลง  วัตถุไวไฟ ไว้ในลิ้นชักชั้นล่างอย่างมิดชิด และล็อกอย่างแน่นหนา

  1. กำหนดสถานที่ปลอดภัยทั้งในและนอกที่พักอาศัย

–  เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น ใต้โต๊ะที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง

–  ในที่พักอาศัย ให้อยู่ห่างจาก ของมีคม วัสดุที่แตกหักง่าย เช่น แก้วน้ำ หน้าต่าง กระจก กรอบรูป หรือ เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ในขณะแผ่นดินไหว

–  นอกที่พักอาศัย ให้อยู่ห่างจาก สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ ต้นไม้  สายโทรศัพท์และสายไฟฟ้า รวมไปถึงทางยกระดับ สะพาน เป็นต้น

  1. ให้ความรู้กับตนเองและสมาชิกในครอบครัว

–  ศึกษาหาความรู้ ข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และการเตรียมพร้อมรับมือภัยแผ่นดินไหว โดยการติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงาน อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ มูลนิธิสภาพเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เป็นต้น

–  หากสมาชิกในครอบครัวของท่านมีเด็กเล็ก ควรให้คำแนะนำและสอนบุตรหลานของท่าน ในการแจ้งเหตุฉุกเฉิน โดยทางโทรศัพท์ เช่น เบอร์โทรศัพท์ 191 , 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นอกจากนี้ ควรสอนให้รู้จักการปรับคลื่นวิทยุ FM ยกตัวอย่างเช่น จส.100 , สวภ.91 เป็นต้น

  1. เตรียมเป้ฉุกเฉินไว้ให้พร้อม ยกตัวอย่างเช่น

–  ไฟฉายและแบตเตอรี่สำรอง

–  วิทยุ AM FM แบบพกพา พร้อมแบตเตอรี่สำรอง

–  ชุดปฐมพยาบาล และคู่มือปฐมพยาบาล

–  อาหารและน้ำฉุกเฉิน

–  มีดอเนกประสงค์

–  เงินสด เหรียญและธนบัตร

–  รองเท้าผ้าใบ

  1. วางแผนการติดต่อสื่อสารในยามฉุกเฉิน

–  ในกรณีที่สมาชิกในครอบครัว ไม่ได้อยู่ที่เดียวกันในระหว่างแผ่นดินไหว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะ ผู้ใหญ่ต้องไปทำงาน ส่วนเด็กต้องไปโรงเรียน ควรมีการวางแผนสถานที่นัดพบหรือสถานที่รวมตัวหลังเกิดภัยพิบัติแล้ว

–  สมาชิกในครอบครัวทุกคน ควรมี ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ของญาติ เพื่อน หรือบุคคลใกล้ชิดไว้ เพื่อสามารถติดต่อกันได้ง่าย หลังเกิดเหตุภัยพิบัติแล้ว

ไซโคลนมาร์เซียพัดถล่มรัฐควีนสแลนด์ของออสเตรเลีย

969151ชาวออสเตรเลียต้องเผชิญหน้ากับพายุไซโคลนกำลังรุนแรงถึง 2 ลูกที่พัดขึ้นฝั่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นไซโคลนที่พัดถล่มประกบคู่แบบแซนด์วิช เพราะมีทั้งไซโคลนมาร์เซีย (Marcia) ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางรัฐควีนส์แลนด์ ทางภาคตะวันออกและไซโคลนแลม (Lam) ที่ขึ้นฝั่งดินแดนนอร์ทเทิร์น เทริทอร์รี่ ทางภาคเหนือ ซึ่งพายุไซโคลนกำลังแรงมาร์เซีย ซึ่งมีความเร็วลมศูนย์กลางถึง 295 กม./ชม. หรือเทียบเท่ากับเฮอริเคนระดับ 5 ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งระหว่างเมืองเซนต์ลอว์เรนซ์ กับเมืองเยปปูน และใกล้กับเมืองร็อกแฮมตันในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเมื่อเวลา 08.00 น. ของเช้าวันที่ 20 ก.พ.

มาร์เซีย คือหนึ่งในพายุไซโคลนสองลูกที่ถล่มทางเหนือของออสเตรเลีย โดยลูกแรก คือ พายุไซโคลนแลมที่เข้าถล่มบริเวณชุมชนที่ห่างไกลในรัฐนอร์เทิร์น เทอร์ริทอรี ใกล้กับเกาะเอลโค ห่างจากเมืองดาร์วินไปทางตะวันออก 500 กิโลเมตร พายุไซโคลนมาร์เซียที่มีความรุนแรงในระดับ 5 ได้สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ทางตะวันออกของรัฐควีนส์แลนด์ จุดที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือเมืองเยพพูน ซึ่งอยู่ห่างจากบริสเบนขึ้นไปทางเหนือราว 670 กิโลเมตร หลังจากนั้นพายุไซโคลนมาร์เซียก็ได้มุ่งหน้าลงใต้ไปยังร็อกแฮมตัน น่าจะมีมากกว่า 1,500 หลังคาเรือนที่ได้รับความเสียหายทางด้านโครงสร้าง

ทางการออสเตรเลียได้ประกาศเตือนภัยพายุไซโคลนในหลายเมืองตั้งแต่เมืองเซนต์ ลอว์เรนซ์ ไปจนถึง ดับเบิล ไอส์แลนด์ พอยต์ อีกทั้งได้ขยายพื้นที่เตือนภัยพายุไซโคลนที่เมืองดอริงกา, มัวรา, ไบโลลา, มอนโต และมุนดับบีราด้วย อิทธิพลของไซโคลนมาร์เซียจะส่งผลให้เกิดคลื่นสูงและฝนตกหนักในบางพื้นที่เกินกว่า 500 มม. ภายใน 24 ชม. ขณะเดียวกันอาจเกิดอันตรายจากคลื่นสูงซัดฝั่งและน้ำท่วมฉับพลันด้วย ส่งผลให้ประชาชนกว่า 53,000 คนถูกตัดขาดจากไฟฟ้า โรงเรียน 170 แห่งต้องปิดชั่วคราว และราว 870 ครัวเรือนอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามพายุอ่อนกำลังลงและเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลทางตอนใต้แล้ว ขณะที่ไซโคลนแลมลดกำลังจากไซโคลนระดับ 4 เป็นพายุที่ความแรงระดับ 2 พัดถล่มพื้นที่ในรัฐนอร์เทิร์น เทอริทอรี และกำลังเคลื่อนตัวออกสู่ชายฝั่ง